บทที่ 10 สารภาพ 1

เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่ทำให้เขา ‘กล้า’ พอที่จะก้าวเข้าไปเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่โหดร้าย แต่ถ้าหากถามว่าเขาจะดีขึ้นเมื่อไร ต้องทำแบบไหนทุกความรู้สึกที่ดำดิ่งลงไปทุกวัน ถึงจะผุดขึ้นมาจากความทุกข์ตรม เขาก็ตอบไม่ได้ เมื่อเขาก็ไม่รู้จริง ๆ ว่าจะมี ‘ใคร’ หรือ ‘อะไร’ ที่ฉุดรั้งให้เขาขึ้นมาจากห้วงความทรงจำนั้นได้

ชายหนุ่มไม่รู้จริง ๆ และตอนนี้สิ่งที่ช่วยเหลือเขาได้ก็คงมีแต่ความรักจากคนรอบข้าง

“แต่วินด์... ครอบครัวน่ะ ทำได้ดีที่สุดก็แค่เป็นกำลังใจให้วินด์นะ แต่การที่วินด์จะดีขึ้นหรือแย่ลง มันขึ้นอยู่กับวินด์คนเดียว ลูกรู้ใช่ไหม?”

นายแพทย์หนุ่มฟังแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา ระหว่างนั้นก็กระชับอ้อมแขน ซุกหน้าเข้าไปแนบกับเอวคอดของคนเป็นแม่แนบแน่นกว่าเดิม เพื่อหวังให้ตัวเองได้หลับลงไปโดยไม่ต้องคิดอะไร... อย่างน้อยไม่กี่ชั่วโมงก็ยังดี

“หลับเถอะวินด์ ไม่ต้องห่วงนะ... แม่จะอยู่กับลูกตรงนี้”

มือเรียวบางลูบหลังลูบไหล่ปลอบโยน ราวกับร่างสูงใหญ่ของลูกชายคนโตเป็นเด็กน้อยในวันวาน ซึ่งมันช่วยได้ เพราะเสียงปลอบโยนที่อ่อนละมุนของคนเป็นแม่ เพราะความหนาวเหน็บที่มันเบาบางลงเมื่อได้อยู่กับท่าน หรือเพราะความโดดเดี่ยวที่ต้องเผชิญมาเพียงลำพังได้หายไป

เพราะอะไรก็ไม่ทราบที่ทำให้ชายหนุ่มหลับลงไปได้... อย่างน้อยแม้ไม่นาน แต่ก็มีคุณภาพมากกว่าที่เคยเป็น

“มีแม่อยู่ วินด์ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น...” และถึงแม้ว่าลูกชายจะหายใจเข้าออก ด้วยลมหายใจที่สม่ำเสมอไปแล้ว แต่พู่กลิ่นก็ยังคอยปลอบประโลมให้คลายใจ อยากให้ลูกรับรู้ถึงความห่วงใย และความปรารถนาดีที่เธอมีอยู่ ที่สุดแล้วก็ได้แต่หวังให้เขาดีขึ้นในเร็ววัน

กลับมาเป็นชวินบุตรคนเดิม กลับมาเป็นชายหนุ่มที่น่ารัก... ไม่ถึงกับต้องมีความสุขมากที่สุดในโลกหรอก

แต่อย่างน้อยให้เขาได้ใช้ชีวิตของตัวเอง เพื่อตัวเองบ้าง อีกสักครั้งก็ยังดี

อันที่จริงโมลีเคยมาบ้านหลังนี้ตอนเป็นเด็ก ยามเมื่อต้องติดสอยห้อยตามยายมาเยี่ยมพ่อกับแม่ในเมืองกรุงฯ แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่คุ้นเคย ไม่เชิงว่าเห็นแล้วคุ้นตา ด้วยความที่เห็นแค่ไม่กี่ครั้ง อีกทั้งโอฬารกับเธอใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดเป็นส่วนใหญ่ เพิ่งจะมีโอกาสได้อยู่กับบุพการีจริง ๆ ก็ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยกัน

เช่นนั้น การได้เข้ามาในเมืองหลวงแล้วได้เห็นสิ่งปลูกสร้างที่สวยงามแบบนี้ มันก็ต้องตื่นตาตื่นใจเป็นธรรมดา แปลกตรงไหนที่จะน้ำลายไหล ตาเบิกกว้าง หันซ้ายแลขวาเป็นสาวบ้านนอก เมื่อได้เห็นบ้านโมเดิร์นทรงเหลี่ยม ทรงมุม ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนสนามหญ้าเขียวขจี ให้ความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในฉากละครอย่างไรอย่างนั้น

“มากี่ครั้งก็ยังตื่นเต้น” หญิงสาวกระซิบบอกคนเป็นพ่อที่นำเข้าไปอย่างชำนิชำนาญ หัวใจเต้นแรงเข้าไปอีกเมื่อเดินเข้าไปยังตัวบ้าน แล้วได้พบกับโถงโล่งสูง ที่ทำให้บ้านหลังนี้ดูกว้างและน่าเกรงขามไปกันใหญ่

“อีกเดี๋ยวคงได้มาบ่อย ๆ”

หากคำตอบของพ่อบังเกิดเกล้ากลับทำให้โมลีแปลกใจ “อะไรนะ?”

“เปล่า ๆ พ่อก็พูดไปอย่างนั้นแหละ”

ซึ่งอีตาจอมจุ้นไม่ยอมเผยไต๋ ยังคงเดินอาด ๆ เข้าไปในบ้านหลังใหญ่ นำเธอลัดเลาะไปยังส่วนที่คาดว่าน่าจะเป็นสวนหลังบ้าน พอโผล่พ้นประตูออกไปก็ได้เห็นซุ้มไม้ระแนงที่รายล้อมไปด้วยหมู่มวลดอกไม้

วินาทีต่อไปนี่แหละของจริง... เพราะหลังจากที่ได้เห็นว่ามีสาวงามคนหนึ่งนั่งหลังตรงอยู่ในซุ้ม มือของเธอมีหนังสือเล่มโตที่กำลังเปิดอ่าน โมลีก็รู้ตัว เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเหตุผลที่เธอมาเหยียบที่นี่ มาเจอคุณพู่ก็เพื่อ ‘สารภาพ’

อันที่จริง คุณพู่ของพ่อก็น่าจะรู้ตั้งแต่เห็นหน้าแล้วล่ะ ว่าแท้จริงแล้วโมลีเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งมาก เพราะไม่เพียงแค่มีร่างกายที่สูงเพรียว แต่หญิงสาวยังมีท่าทางที่กระฉับกระเฉง ไหนจะแก้มใสที่ฉายชัดจนเห็นเลือดฝาด เดินผ่านแดดนิดเดียวก็ทำเอาหน้าแดงปลั่ง กลายเป็นเด็กหญิงโมลีไปเลย

แล้วอย่างนี้เธอจะเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายได้อย่างไร ซึ่งอย่าแปลกใจเลยว่าทำไมพู่กลิ่นถึงทำหน้าตาเหลอหลา หลังจากที่ได้พิจารณาใบหน้างามของหญิงสาวรุ่นลูกที่กำลังเดินเข้าไปใกล้

“คุณพู่!” ทันทีที่ก้าวเข้าไปในซุ้มไม้ระแนงสีขาวสะอาดตา จอมก็เอ่ยเรียกชื่อของผู้เป็นนายจ้างด้วยความรู้สึกผิดจับใจ ร่างสูงใหญ่ทำท่าว่าจะคุกเข่าลงไป หากก็ไม่ทันได้ทำอย่างนั้นเมื่อพู่กลิ่นพรวดพราดลุกขึ้นมา และคว้าไว้

“น้าจอมจะทำอะไรคะ? อย่านะ”

“คุณพู่... ผมมีเรื่องมาสารภาพ” จอมมองหน้าพู่กลิ่นด้วยดวงตาที่คลอหน่วยไปด้วยหยดน้ำสีใส แต่ก็ไม่ได้ตั้งท่าจะนั่งลงเหมือนคราวแรก เพราะรู้ว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่มีทางยอมแน่ “ผมทำเรื่องไม่ดี...”

“ค่อยว่ากันเถอะค่ะ นั่งข้างบนค่ะน้าจอม... อย่าทำกับพู่แบบนี้”

ซึ่งคำบอกเล่าของนายจ้างของคนเป็นพ่อ มันทำให้โมลีรู้สึกดี ถ้อยคำที่มีก็แสนสุภาพ ลักษณะท่าทางที่หญิงสาวแสดงออกมาก็ช่างดูให้เกียรติเหลือเกิน ทั้งที่เป็นเพียงคนขับรถเท่านั้น อีกทั้งยังเชื้อเชิญอีตาจอมจุ้นให้นั่งบนเก้าอี้พูดคุยกัน ส่วนโมลีนั้นก็ถูกมือเรียวสวยดั่งลำเทียน เอื้อมมาแตะศอกเบา ๆ เพื่อเป็นการนำทางให้ร่างเพรียวที่เงอะงะอยู่ด้านหลัง

“นั่งก่อนเถอะค่ะ มีเรื่องอะไรก็ค่อย ๆ คุยกัน”

นายสาวไม่รู้หรอกว่าอะไรคือสิ่งที่จอมต้องการสารภาพ แต่ก็พอเดา ๆ ได้ว่าน่าจะเกี่ยวกับเงินหนึ่งล้านที่สามีของเธอเคยเซ็นเช็คให้ เนื่องจากว่านั่น... เป็นเรื่องเดียวที่คนขับรถรบกวนพู่กลิ่นไว้

ด้านจอมเองก็ได้แต่ถอนหายใจยืดยาว ยิ่งเห็นท่าทางแสนดีของคุณพู่ ยิ่งรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำมันเลวร้ายมาก

บทก่อนหน้า
บทถัดไป